ประเทศนอร์เวย์มีเศรษฐกิจที่สมบูรณ์แบบจริงหรือ?

ประเทศนอร์เวย์มีเศรษฐกิจที่สมบูรณ์แบบจริงหรือ?

นอร์เวย์ ดินแดนที่มีการเล่าขานถึงความสำเร็จของระบบเศรษฐกิจแบบผสมผสานระหว่างสังคมนิยมและทุนนิยมอย่างน่าทึ่ง นอร์เวย์มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัวที่สูงเป็นอันดับที่ 4 ของโลก ประเทศนี้มีดุลการค้าที่แข็งแกร่ง มีอายุขัยของประชากรสูง และมีแรงงานที่มีทักษะสูงมากด้วยสัดส่วนของผู้ที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยสูงที่สุดในโลก อัตราการว่างงานต่ำมาก และได้รับการยอมรับจากนานาประเทศว่าเป็นสถานที่ที่ทำธุรกิจได้ง่ายดายราวกับหายใจ นอร์เวย์ยังถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจมากที่สุดในโลก หลังจากหักภาษีบุคคลธรรมดาจากผู้มีรายได้ต่ำสุด 20% ในนอร์เวย์ พบว่าบุคคลกลุ่มนี้ยังคงมีรายได้เฉลี่ยเท่ากับ 1/4 ของผู้มีรายได้สูงสุด 20% แน่นอนว่าอาจจะยังฟังดูไม่ยุติธรรมเท่าไหร่ แต่เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของ OECD ซึ่งผู้มีรายได้สูงสุด 5% มีรายได้มากกว่าผู้มีรายได้ต่ำสุด 5% ถึง 10 เท่า ความเหลื่อมล้ำ 4 เท่านี้จึงถือว่าเท่าเทียมกันอย่างน่าทึ่ง และเมื่อพูดถึงสภาพการทำงาน นอร์เวย์มีระบบการปกป้องคุ้มครองแรงงานที่แข็งแกร่ง ทำให้ปัญหาสังคมอย่างการทำงานล่วงเวลาหรือการที่ผู้คนต้องหางานที่สองเพื่อเลี้ยงชีพนั้นแทบไม่มี ดัชนีชีวิตที่ดีกว่าของ OECD ระบุว่าเพียง 3% ของพนักงานเท่านั้นที่ทำงานล่วงเวลาเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของ OECD ที่ 11% หรือค่าเฉลี่ยของชาวอเมริกาที่ 33% ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ชาวนอร์เวย์เป็นหนึ่งในประชากรที่มีความสุขที่สุดในโลก แล้วความลับคืออะไรล่ะ ทำไมประเทศอื่น ๆ ถึงยังไม่นำนโยบายเศรษฐกิจที่คล้ายกับของนอร์เวย์ไปใช้ ความจริงก็คือ นอร์เวย์นั้นไม่ได้รุ่งเรืองมาตั้งแต่แรก นอร์เวย์ในปี 1960 นั้นมีเศรษฐกิจที่ขึ้นอยู่กับการประมงเป็นหลัก โดยมี […]

นอร์เวย์ ดินแดนที่มีการเล่าขานถึงความสำเร็จของระบบเศรษฐกิจแบบผสมผสานระหว่างสังคมนิยมและทุนนิยมอย่างน่าทึ่ง

  • นอร์เวย์มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัวที่สูงเป็นอันดับที่ 4 ของโลก ประเทศนี้มีดุลการค้าที่แข็งแกร่ง มีอายุขัยของประชากรสูง และมีแรงงานที่มีทักษะสูงมากด้วยสัดส่วนของผู้ที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยสูงที่สุดในโลก อัตราการว่างงานต่ำมาก และได้รับการยอมรับจากนานาประเทศว่าเป็นสถานที่ที่ทำธุรกิจได้ง่ายดายราวกับหายใจ

  • นอร์เวย์ยังถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจมากที่สุดในโลก หลังจากหักภาษีบุคคลธรรมดาจากผู้มีรายได้ต่ำสุด 20% ในนอร์เวย์ พบว่าบุคคลกลุ่มนี้ยังคงมีรายได้เฉลี่ยเท่ากับ 1/4 ของผู้มีรายได้สูงสุด 20% แน่นอนว่าอาจจะยังฟังดูไม่ยุติธรรมเท่าไหร่ แต่เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของ OECD ซึ่งผู้มีรายได้สูงสุด 5% มีรายได้มากกว่าผู้มีรายได้ต่ำสุด 5% ถึง 10 เท่า ความเหลื่อมล้ำ 4 เท่านี้จึงถือว่าเท่าเทียมกันอย่างน่าทึ่ง

  • และเมื่อพูดถึงสภาพการทำงาน นอร์เวย์มีระบบการปกป้องคุ้มครองแรงงานที่แข็งแกร่ง ทำให้ปัญหาสังคมอย่างการทำงานล่วงเวลาหรือการที่ผู้คนต้องหางานที่สองเพื่อเลี้ยงชีพนั้นแทบไม่มี ดัชนีชีวิตที่ดีกว่าของ OECD ระบุว่าเพียง 3% ของพนักงานเท่านั้นที่ทำงานล่วงเวลาเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของ OECD ที่ 11% หรือค่าเฉลี่ยของชาวอเมริกาที่ 33% ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ชาวนอร์เวย์เป็นหนึ่งในประชากรที่มีความสุขที่สุดในโลก

  • แล้วความลับคืออะไรล่ะ ทำไมประเทศอื่น ๆ ถึงยังไม่นำนโยบายเศรษฐกิจที่คล้ายกับของนอร์เวย์ไปใช้ ความจริงก็คือ นอร์เวย์นั้นไม่ได้รุ่งเรืองมาตั้งแต่แรก นอร์เวย์ในปี 1960 นั้นมีเศรษฐกิจที่ขึ้นอยู่กับการประมงเป็นหลัก โดยมี GDP ที่ใกล้เคียงกับประเทศด้อยพัฒนาอย่างบังกลาเทศหรือไนจีเรีย ในตอนนั้น ประชากรของนอร์เวย์น้อยกว่าประเทศเหล่านี้มาก และคุณภาพชีวิตของชาวนอร์เวย์ในยุคนั้นก็คล้ายคลึงกับเพื่อนบ้านในยุโรปอย่างสเปนและกรีซ นอร์เวย์ในยุค 1960 ยังคงห่างไกลจากการเป็นผู้ผลิตพลังงานอย่างในปัจจุบัน

  • การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดเริ่มต้นในเดือนพฤษภาคมปี 1963 เมื่อรัฐบาลนอร์เวย์ประกาศอธิปไตยเหนือทรัพยากรธรรมชาติในบริเวณนึงของทะเลเหนือ ซึ่งก็คือรัฐบาลประกาศเป็นเจ้าของทะเลนี้ และถ้าบังเอิญเจอน้ำมันที่นี่ มันก็เป็นของนอร์เวย์ด้วย โชคยังดีที่นอร์เวย์เป็นสมาชิกของนาโต้ ดังนั้นจึงไม่ได้รับการปล่อยแบบเสรีเหมือนประเทศอื่น ๆ ที่พยายามทำธุรกิจแบบผูกขาดในช่วงทศวรรษที่ 1960

  • แต่ 6 ปีต่อมา ในปี 1969 เรือลำหนึ่งที่ชื่อว่า Ocean Viking ได้พบน้ำมันในทะเลเหนือ ทำให้การผลิตน้ำมันในภูมิภาคนี้พุ่งสุงขึ้น เพราะพวกเขาเจอน้ำมันเยอะถึง 1.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน นั่นหมายความว่าในช่วงกลางทศวรรษ 1970 นอร์เวย์ผลิตน้ำมันต่อหัวมากกว่าประเทศอื่น ๆ ในโลก และในปัจจุบันก็เป็นรองเพียงแค่คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดิอาระเบียเท่านั้น

  • และแทนที่รัฐบาลจะมัวเมาเพราะความมั่งคั่งร่ำรวยจากน้ำมันที่พวกเขาค้นพบ รัฐบาลนอร์เวย์กลับใช้เงินอย่างรอบคอบจากรายได้ของทรัพยาการที่มีอย่างจำกัดเหล่านี้ น้ำมันทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของนอร์เวย์เติบโตขึ้นกว่า 5 เท่าในช่วงทศวรรษ 1970 ซึ่งเพิ่มจาก 12 พันล้านดอลลาร์เป็น 65 พันล้านดอลลาร์

  • แต่น้ำมันเหล่านี้ไม่ได้ถูกผลิตโดยบริษัทเอกชน แต่เป็นบริษัทที่เป็นของรัฐบาลที่ชื่อว่า Stat นั่นหมายความว่ากำไรจากการขายน้ำมันและก๊าซธรรมชาติไม่ได้ไหลเข้ากระเป๋าของผู้ถือหุ้น แต่จะส่งตรงไปยังรัฐบาล

  • สิ่งเหล่านี้ทำให้รัฐบาลนอร์เวย์ร่ำรวยมาก พวกเขาสามารถใช้จ่ายเงินภาษีอย่างฟุ่มเฟือย สร้างเมืองหรูหราและโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ พร้อมกับการลดภาษีไปด้วย ซึ่งแนวทางนี้คงจะถูกใจประชาชนเป็นอย่างมาก เพราะในระยะสั้นจะหมายถึงการจ่ายภาษีที่น้อยลงพร้อมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่พวกเขาไม่ได้ทำ และทุกวันนี้ภาษีเงินได้และภาษีธุรกิจในนอร์เวย์ยังคงสูงที่สุดในโลก

  • โชคดีสำหรับประเทศนอร์เวย์ ที่รัฐบาลมีความรอบคอบพอที่จะตระหนักได้ว่าความมั่งคั่งจากน้ำมันนั้นไม่คงอยู่ตลอดไป และประชาชนชาวนอร์เวย์คงไม่พอใจหากพวกเขาต้องกลับไปจับปลาอีกครั้งในอีกหนึ่งชั่วอายุ

  • ดังนั้น รัฐบาลจึงนำเงินไปลงทุนในกระปุกออมสินขนาดใหญ่ที่เรียกว่า กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ความจริงแล้ว นี่คือกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก เอาชนะบริษัท State Investment Corporation ของจีน ซึ่งน่าทึ่งมากเมื่อเราพิจารณาว่าจีนนั้นมีประชากรมากกว่านอร์เวย์ 270 เท่า

  • นี่คือกองทุนที่เป็นของประชาชนชาวนอร์เวย์ เหตุผลคือ น้ำมันและทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้เดิมทีแล้วก็เป็นสมบัติของชาวนอร์เวย์ ดังนั้นพวกเขาจึงสมควรได้รับผลตอบแทนจากการขายทรัพยากรเหล่านั้น

  • หมายความว่า ทุก ๆ คน ทั้งชาย หญิง และเด็ก ที่เป็นพลเมืองของนอร์เวย์ ล้วนมีเงินลงทุนประมาณ 200,000 ดอลลาร์สหัฐฯ ในกองทุนเฮดจ์ฟันด์ขนาดมหึมา น่าเสียดายที่เงินก้อนนี้ไม่สามารถให้ประชาชนใช้ไปซื้อรถลัมโบร์กินีสีทองหรือเรือยอชท์สุดหรูได้ แม้แต่รัฐบาลนอร์เวย์ก็ไม่สามารถเข้าถึงได้ ที่จริงแล้ว มีเพียงกำไรที่เกิดจากการลงทุนเหล่านี้เท่านั้นที่นำไปใช้กับสิ่งต่าง ๆ เช่น การศึกษา ระบบสวัสดิการที่แข็งแกร่ง โครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ และแน่นอน การนำกลับไปลงทุนในกองทุนนั่นเอง

  • ในปี 2017 กองทุนนี้สร้างผลกำไรมหาศาลถึง 131 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการลงทุน กองทุนนี้ประกอบไปด้วยหุ้น พันธบัตร เงินสด และสินค้าโภคภัณฑ์ที่หลากหลาย

  • แต่สิ่งที่ลงทุนไปนั้นยังไม่น่าสนใจเท่ากับสิ่งที่ไม่ได้ลงทุน รัฐบาลนอร์เวย์จัดตั้งสภาจริยธรรมขึ้นเพื่อกำกับดูแลการตัดสินใจลงทุนของกองทุนทั้งหมด และได้ยกเว้นการลงทุนในสิ่งต่าง ๆ เช่น ผู้ผลิตอาวุธ บริษัทผลิตยาสูบ และบริษัทที่ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อมหรือบริษัทที่ละเมิดสิทธิแรงงานและกฎหมายแรงงาน นอกจากนี้ เพื่อลดความเสี่ยงจากแหล่งที่มาของเงิน กองทุนยังห้ามลงทุนในบริษัทพลังงานฟอสซิลอีกด้วย ที่น่าสนใจที่สุดคือ มีประเทศเดียวในโลกที่ถูกห้ามลงทุนโดยชัดเจน และใช่ ประเทศนอร์เวย์นั่นเอง

  • นั่นหมายความว่าการลงทุนทั้งหมดของกองทุนนี้แท้จริงแล้วอยู่ในบริษัทต่างประเทศ หลักทรัพย์ และสินค้าโภคภัณฑ์ แม้ว่านอร์เวย์จะมีอำนาจทางการเมืองอย่างมหาศาลในการมีอิทธิพลต่อบริษัทต่างชาติ แต่ก็หมายความว่าผลการดำเนินงานของกองทุนนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจของนอร์เวย์

  • กองทุนนี้เป็นแนวคิดที่ยอดเยี่ยมของรัฐบาลนอร์เวย์ และในทางปฏิบัติ ประเทศนอร์เวย์เปรียบได้กับคนที่ถูกลอตเตอรี่ รักษาอาชีพประจำวันของตนเอง และนำเงินไปลงทุนในพอร์ตหุ้น มันอาจดูไม่เท่เท่าไหร่ และคงไม่ได้รับความสนใจมากเท่ากับการใช้เงินไปกับการแสดงความร่ำรวย แต่ก็หมายความว่ามันจะปลอดภัยและมั่นคงสำหรับคนรุ่นต่อ ๆ ไป

  • เราจะมาดูประเด็นทางเศรษฐกิจบางอย่างที่มีอยู่ในนอร์เวย์ อย่างแรกและสำคัญที่สุดคือ ค่าครองชีพยังคงสูงมากเมื่อเทียบกับค่าจ้าง เนื่องจากภาษีที่สูงมาก คนงานนอร์เวย์โดยเฉลี่ยจะได้รับเงินกลับบ้านประมาณ 3,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน แม้ว่าจำนวนเงินนี้จะสูงกว่าค่าเฉลี่ยของสหรัฐอเมริกาที่ 2,730 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน แต่นอร์เวย์นั้นเป็นสถานที่ที่มีค่าใช้จ่ายสูง

  • อาหารมื้อกลางวันสำหรับสองคนในร้านอาหารระดับกลางในอเมริกามักจะมีราคาประมาณ 50 ดอลลาร์สหรัฐฯ โดยไม่รวมเครื่องดื่ม ซึ่งในนอร์เวย์จะต้องจ่ายประมาณ 92 ดอลลาร์สหรัฐฯ

  • ค่าสาธารณูปโภครายเดือนสำหรับก๊าซ ไฟฟ้า น้ำประปา และขยะมูลฝอยในสหรัฐอเมริกา คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 130.00 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งในนอร์เวย์ ค่าใช้จ่ายเดียวกันนี้คือ 176 ดอลลาร์สหรัฐฯ

  • รถยนต์ครอบครัว เช่น Volkswagen Golf สามารถหาซื้อได้ง่าย ๆ ในอเมริกาในราคาประมาณ 20,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ในนอร์เวย์ รถคันเดียวกันนี้จะมีราคา 36,473 ดอลลาร์สหรัฐฯ

  • ชาวนอร์เวย์เห็นพ้องต้องกันเกือบทุกคนว่าพวกเขายินดีที่จะยอมรับภาษีที่สูงและค่าครองชีพที่สูงลิ่วสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน แลกเปลี่ยนกับการไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจที่ร้ายแรง ในนอร์เวย์ จะไม่มีใครล้มละลายเพราะเจ็บป่วย ไม่มีใครต้องกังวลว่าจะต้องแบกภาระหนี้มหาโหดเพื่อการศึกษา และไม่ต้องกลัวไร้บ้านหากตกงาน

  • ประเทศนอร์เวย์อาจจะไม่ได้มีระบบเศรษฐกิจที่สมบูรณ์แบบ 100% แต่นอร์เวย์เป็นตัวอย่างที่ดีของระบบเศรษฐกิจแบบสังคมประชาธิปไตยที่มีการวางแผน พวกเขาทำทุกอย่างได้ถูกต้องด้วยโอกาสที่พวกเขาได้รับมา

  • อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ยังถือว่าเป็นประเทศที่โชคดีอยู่มาก เพราะฉะนั้นถ้าคุณคาดหวังว่าทุกประเทศจะสามารถไปถึงจุดที่นอร์เวย์อยู่ได้ในปัจจุบัน ด้วยการเพียงแค่คัดลอกนโยบายการคลังของรัฐบาลนอร์เวย์ก็นับว่าเป็นเรื่องที่บ้ามาก อย่างไรก็ตาม หากคุณพบว่าตัวเองเป็นผู้นำประเทศที่ได้รับรางวัลลอตเตอรี่ น้ำมัน หรือกำลังประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจอื่น ๆ คุณสมควรดูประเทศนอร์เวย์เป็นตัวอย่างอย่างไม่ต้องสงสัย

ขอบคุณข้อมูลจาก :

ขอบคุณรูปภาพจาก : https://www.ccjk.com/a-summary-of-the-norwegian-language-economy/

งานเขียนนี้ เป็นส่วนหนึ่งของวิชา

751309 Macro Economic 2

ซึ่งสอนโดย ผศ.ดร. ณพล หงสกุลวสุ

คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

งานชิ้นนี้ เขียนโดย

รัฐนันท์ อนันตพรรค 651610376

ECON-CMU